ตรวจสภาพรถยนต์

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถที่ ตรอ. เพื่อต่อภาษีประจำปีทำอย่างไรบ้าง?

    รถยนต์ที่ผ่านการใช้งานตั้งแต่ 7 ปี และรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จำเป็นต้องผ่านการรับรองจากสถานตรวจสภาพรถ หรือ ตรอ. จึงจะสามารถต่อภาษีประจำปีได้ แล้วรู้หรือไม่ว่ามาตรฐานการตรวจสภาพรถยนต์และจักรยานยนต์ของ ตรอ. เขามีวิธีการอย่างไร? เรามีคำตอบมาฝากกันครับ

สถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

  • สถานตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ทุกประเภทและทุกขนาดน้ำหนัก
  • สถานตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ขนาดน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม และรถจักรยานยนต์
  • สถานตรวจสภาพรถจักรยานยนต์

ประเภทของรถที่เข้าข่ายเข้ารับการตรวจสภาพรถ (ตรอ.) 

1. รถที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก

  • รถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารและรถขนาดเล็ก
  • รถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ เว้นแต่รถที่ใช้ในการบรรทุกวัสดุอันตราย และรถพ่วง หรือรถกึ่งพ่วง ที่ติดตั้งถังบรรทุกวัสดุอันตราย

2. รถที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

  • รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก ได้แก่
    • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1)
    • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รย.2)
    • รถบรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกิน 2,200 กก. (รย.3) ยกเว้นรถที่ได้รับความเห็นชอบการจดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล
  • รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (รย.12) ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก

3. รถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลที่ค้างชำระภาษีประจำปีเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี

ขั้นตอนการตรวจสภาพรถของสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) 

1.ตรวจสอบความถูกต้องของรถเบื้องต้น

     ตรวจสอบความถูกต้องของรถเทียบกับสมุดคู่มือจดทะเบียน (หรือสำเนา) ทั้งหมายเลขทะเบียนรถ, ประเภทรถ, ลักษณะรถ,​ ชนิดรถ, แบบรถ, รุ่นรถ, สีรถ หมายเลขตัวรถหรือหมายเลขโครงคัสซี, ชนิดเครื่องยนต์, เลขเครื่องยนต์ และชนิดเชื้อเพลิง
สถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) จะระงับการตรวจสภาพหากพบข้อขัดข้องดังต่อไปนี้

  • แผ่นป้ายทะเบียนสูญหาย, ชำรุด หรือลบเลือนสาระสำคัญ
  • หมายเลขเครื่องยนต​์ หมายเลขตัวรถ หรือหมายเลขโครงคัสซีมีร่องรอยการแก้ไข ขูดลบ หรือลบเลือนจนไม่สามารถตรวจสอบได้
  • มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพเครื่องอุปกรณ์หรือส่วนควบของรถให้ผิดไปจากสาระสำคัญในคู่มือจดทะเบียนรถ (กรณีติดตั้ง LPG/NGV จะต้องมีหนังสือรับรองการตรวจและทดสอบส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์ด้วย)

2.การตรวจภายนอกและอุปกรณ์ความปลอดภัย

การตรวจพินิจรถยนต์

  • การตรวจพินิจภายในรถ
    • ระบบบังคับเลี้ยว พวงมาลัย
    • มาตรวัด ไฟสัญญาณ
    • สวิตช์ควบคุมไฟสัญญาณ แตรสัญญาณ
    • อุปกรณ์ปัดและฉีดทำความสะอาดกระจกกันลมหน้า
    • กระจกกันลมหน้า-หลัง
    • กระจกเงาสำหรับมองหลัง
    • ที่นั่งผู้ขับ ที่นั่งผู้โดยสาร
    • เข็มขัดนิรภัย
  • การตรวจพินิจภายนอกรถ
    • โคมไฟพุ่งไกล โคมไฟพุ่งต่ำ
    • โคมไฟเลี้ยว
    • โคมไฟหรี่ ไฟอื่นๆ
    • กันชน
    • กงล้อและยาง
    • บังโคลน
    • โครงสร้างและตัวถัง
    • สี
    • ประตู
    • กระจกด้านข้าง
    • กระจกเงาสำหรับมองหลัง
    • โคมไฟท้าย
    • โคมไฟหยุด
    • อุปกรณ์สะท้อนแสง
    • โคมไฟถอยหลัง
    • โคมไฟส่องป้ายทะเบียน
    • โคมไฟแสดงความกว้าง ความสูง ไฟอื่นๆ
    • กันชนท้าย
  • การตรวจพินิจใต้ท้องรถ
    • ระบบบังคับเลี้ยว กลไกบังคับเลี้ยว
    • ระบบรองรับน้ำหนัก สปริง แหนบ โช๊คอัพ
    • เพลาล้อ กงล้อและยาง
    • โครงสร้างตัวถัง โครงคัสซี
    • ระบบส่งกำลัง คลัทช์ เกียร์ เพลากลาง เฟืองท้าย
    • ระบบไอเสีย เครื่องระงับเสียง
    • แท่นเครื่อง ยางแท่นเครื่อง
    • อุปกรณ์ขจัดมลพิษ Catalytic Converter
    • ระบบเชื้อเพลิง ท่อส่งเชื้อเพลิง ท่อส่งก๊าซ

3.การทดสอบศูนย์ล้อหน้า

     ขับรถวิ่งในแนวตรงผ่านเครื่องทดสอบ ด้วยความเร็วประมาณ 3-5 กม./ชม. ขณะล้อหน้าผ่านเครื่องทดสอบ ประคองพวงมาลัยหรือปล่อยมือจากพวงมาลัย ค่าเบี่ยงเบนของศูนย์ล้อหน้าจะต้องไม่เกิน +-5 เมตรต่อกิโลเมต

4.การทดสอบระบบเบรก

     นำรถเข้าเครื่องทดสอบ และดำเนินการตามคู่มือของบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือ โดยค่อยๆ เหยียบเบรกจนแรงเหยียบสูงสุด (ไม่เหยียบเบรกอย่างรวดเร็ว)

  • เบรกมือ – แรงห้ามล้อทุกล้อรวมกันต้องไม่น้อยกว่า 20% ของน้ำหนักรถ
  • เบรกเท้า – แรงห้ามล้อทุกล้อรวมกันต้องไม่น้อยกว่า 50% ของน้ำหนักรถ
  • ผลต่างของแรงเบรก – ผลต่างแรงห้ามล้อซ้าย-ขวาต้องไม่เกิน 25% ของแรงห้ามล้อสูงสุดในเพลานั้น

5.การตรวจวัดโคมไฟหน้า

     ตรวจวัดโคมไฟแสงพุ่งไกล (ไฟสูง) และโคมไฟแสงพุ่งต่ำ (ไฟต่ำ) โดยรถที่นำมาตรวจสภาพควรเป็นรถเปล่าที่ไม่มีน้ำหนักบรรทุก

6.ตรวจวัดคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และไฮโดรคาร์บอน (HC)

     ตรวจวัดขณะเครื่องยนต์เดินเบาในขณะเกียร์ว่าง ปิดระบบปรับอากาศ โดยวัดปริมาณ CO และ HC จากปลายท่อไอเสียจำนวน 2 ครั้ง แล้วจึงนำค่ามาหาเฉลี่ยเป็นเกณฑ์

เกณฑ์วัดค่าก๊าซ CO และ HC

รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ลักษณะเก๋ง

  • จดทะเบียนก่อน 1 พ.ย. 2536
    • CO ต้องไม่เกินร้อยละ 4.5
    • HC ต้องไม่เกิน 600 ส่วนในล้านส่วน
  • จดทะเบียน 1 พ.ย. 2536 – 31 ธ.ค. 2549
    • CO ไม่เกินร้อยละ 1.5
    • HC ไม่เกินร้อยละ 200 ส่วนในล้านส่วน

รถยนต์อื่นนอกจากข้อ 1 ที่จดทะเบียนก่อน 1 ม.ค. 2550

  • CO ต้องไม่เกินร้อยละ 4.5
  • HC ต้องไม่เกิน 600 ส่วนในล้านส่วน

รถยนต์ที่จดทะเบียนตั้งแต่ 1 ม.ค. 2550

  • CO ต้องไม่เกินร้อยละ 0.5
  • HC ต้องไม่เกิน 100 ส่วนในล้านส่วน

7.ตรวจวัดค่าควันดำ

ตรวจวัดขณะเร่งเครื่องอย่างเร็วจนสุดคันเร่งในเกียร์ว่างและปิดระบบปรับอากาศ เก็บค่าควันดำจำนวน 2 ครั้ง โดยใช้ค่าที่วัดได้สูงสุด เครื่องมือวัดระบบกระดาษกรอง (Filter) ค่าควันดำต้องไม่เกิน 50% และเครื่องมือวัดระบบวัดความทึบแสง (Opacity) ค่าควันดำต้องไม่เกิน 45%

8.ตรวจวัดระดับเสียงจากท่อไอเสีย

     กรณีเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ให้เร่งเครื่องยนต์จนสุดคันเร่ง ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน ให้เร่งเครื่องยนต์ให้มีความเร็วรอบประมาณ 3 ใน 4 ของรอบที่ให้กำลังม้าสูงสุดจนกระทั่งเครื่องยนต์ทำงานด้วยความเร็วรอบคงที่ ค่าระดับเสียงสูงสุดต้องไม่เกิน 100 เดซิเบล เอ

การรายงานผลการตรวจสภาพรถ

     รถที่ผ่านการตรวจสภาพรถ เจ้าหน้าที่จะจัดพิมพ์รายงานผลการตรวจสภาพรถจากระบบสารสนเทศของกรมการขนส่งทางบก โดย ตรอ.จะจัดเก็บเอกสารส่วนที่ 1 และมอบเอกสารส่วนที่ 2 ให้กับผู้ที่นำรถเข้ารับการตรวจสภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน โดยถือเป็นใบรับรองการตรวจสภาพและให้มีอายุ 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ผ่านการตรวจสภาพรถ

     กรณีไม่ผ่านการตรวจสภาพรถ เจ้าหน้าที่จะแจ้งผลการตรวจสภาพและข้อบกพร่องให้ผู้ที่นำรถเข้ารับการตรวจสภาพรับทราบ พร้อมทั้งมอบเอกสารส่วนที่ 2 ให้เจ้าของรถเพื่อให้เป็นหลักฐานในการตรวจสภาพรถอีกครั้งภายหลังจากแก้ไขข้อบกพร่องแล้ว โดยมีรายละเอียดการตรวจสภาพรถใหม่ ดังนี้

  • กรณีตรวจสภาพรถใหม่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพครั้งแรก ให้ตรวจเฉพาะรายการข้อบกพร่องที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพ
  • กรณีตรวจสภาพรถใหม่เกิน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพครั้งแรก ให้ตรวจสภาพใหม่ทุกรายการ

ค่าบริการการตรวจสภาพรถ

  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 1,600 กก. ค่าบริการ 150 บาท/คัน
  • รถยนต์ที่มีน้ำหนักรถเปล่าเกิน 1,600 กก. ค่าบริการ 250 บาท/คัน
  • รถจักรยานยนต์ ค่าบริการ 60 บาท/คัน
สอบถามรายละเอียด